Font Size

SCREEN

Layout

Direction

Menu Style

Cpanel

ดร.อุดม สมพร

  ดร.อุดม สมพร ผู้ริเริ่มและดำเนินการจัดตั้งจิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว 

ดร.อุดม สมพร

 

 


ชื่อ : ตอนแรกเกิด ชื่อเด็กชายเหี่ยว สมพร (อยู่ในชั้นป.มูล ป.๔ ชื่อเด็กชายอุดม สมพร)
ตอนอายุ ๑๗ ปี ชื่อนายอุดม สมพร (ม.๑ม.๔ ชื่อเด็กชายเหี่ยว สมพร ม.๕ปัจจุบัน
ชื่อนายอุดม สมพร)
เวลาเกิด : ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๘๕
ที่เกิด : ๔๖ หมู่ ๑๓ บ้านไร่มะม่วง ต.คูบัว อ.เมือง จ.ราชบุรี
ผู้ให้กำเนิด : คุณพ่อเนี่ยม สมพร คุณแม่ชวา สมพร
สายเลือดโคตรเหง้า : เด็กชายเหี่ยวสมพร สืบสายเลือดมาจากชาวไท-ยวน โยนกเชียงแสน บรรพชนไท-ยวนได้ เคลื่อนย้ายมาจากเมืองเชียงแสนมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านคูบัวเมื่อ พ.ศ.๒๓๔๗ ด้วยเหตุที่กองทัพไทยได้เผาบ้านรื้อกำแพงเมือง ไล่พม่าออกจากเมืองแล้วแบ่งชาวเมืองเชียงแสนให้ไปอยู่ที่ต่างๆ เด็กชายเหี่ยว สมพร เป็นผู้สืบสายเลือดเชียงแสนรุ่นที่ ๕ นับตั้งแต่บรรพชนรุ่นแรกที่มาตั้งถิ่นฐาน ณ บ้านคูบัว
การศึกษา : เนื่องจากคุณตาเงิน สุขนา เป็นผู้รักการศึกษาก่อนตายท่านได้สั่งไว้ให้ส่งเด็กชายเหี่ยว
สมพร ไปเรียนในเมือง เมื่ออายุได้ ๙ ขวบ จึงได้เข้าเรียนชั้นป.มูล จากนั้นได้เรียนตามลำดับดังนี้
- ป.มูล ถึง ป.๔ โรงเรียนวัดแคทราย พ.ศ.๒๔๙๔ - ๒๔๙๗
- ม.๑ ถึง ม.๖ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี พ.ศ.๒๔๙๘ - ๒๕๐๓

- ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นต้น (ปก.ศ.ต้น) โรงเรียนฝึกหัดครูเพชรบุรี พ.ศ.๒๕๐๔๒๕๐๕

- ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ.สูง) วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา พ.ศ.๒๕๐๖๒๕๐๗
- ครุศาสตรบัณฑิต (ค.บ.) คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.๒๕๑๕๒๕๑๗
- อักษรศาสตรมหาบัณฑิต (อ.ม) คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.๒๕๑๘๒๕๑๙
- ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมาศักดิ์ (ศศ.ด) มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง พ.ศ.๒๕๔๗

ศาสนา : นายอุดม สมพร ได้ลาราชการเพื่ออุปสมบทในพระพุทธศาสนา เมื่อ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๑๐ ที่วัดสัตตนาถปริวัตและลาสิกขาบทเมื่อ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๑๐ มีฉายาว่า พรพระยสอุตตโม มีพระเทพสุเมธี (หยวก พวงมาลัย)เป็นพระอุปัชฌาย์

ครอบครัว : นายอุดม สมพร เมื่อถึงวัยที่จะมีครอบครัวแล้วได้พบที่รัก

ตำแหน่งหน้าที่ในระบบราชการที่เคยปฎิบัติมาตลอดระยะเวลา ๓๘ ปี ดังนี้

          นายอุดม สมพร เริ่มรับราชการในตำแหน่งครูตรีโรงเรียนการช่างจันทบุรี เงินเดือน ๗๕๐ บาท สังกัดกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๘ จากนั้น พ.ศ.๒๕๑๕ ได้ลาศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและในปี พ.ศ.๒๕๑๘ จึงย้ายไปต่อในระดับปริญญาโท (ภาษาบาลีสันสกฤต)คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วในปี พ.ศ.๒๕๒๓ จึงย้ายไปรับราชการที่วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี บ้านเกิด ในระหว่างรับราชการเคยทำหน้าที่เป็นหัวหน้าแผนกวิชา หัวหน้าคณะวิชา อยู่หลายวาระ ในระหว่างปี พ.ศ.๒๕๓๘ ถึง พ.ศ.๒๕๔๕ ได้เสนอผลงานทางวิชาการจนได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์ ๓ ระดับ ๙ ตามลำดับ ในระหว่างรับราชการ ๓๘ ปี นายอุดม สมพร ได้รับผลกระทบหลายกรณี เช่น ไม่เคยได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือน ๒ ขั้นเป็นเวลาติดต่อกัน ๒๐ ปี ไม่เคยได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือนเป็นเวลาติดต่อกัน ๗ ปี รับราชการโดยไม่ได้รับเงินเดือนเป็นเวลา ๘ วัน (ต้องคืนเงินเดือนเข้าคลังหลวงเพราะลาป่วย ลากิจในรอบปีเกิน ๔๕ วัน) ถูกสอบสวนทางวินัย ทางแพ่ง ถูกลงโทษทางวินัยให้ภาคทัณฑ์ และให้ชดใช้เงินแก่ราชการ แนวคิดการปฏิบัติราชการ นายอุดม สมพร เป็นคนคิดนอกกรอบไม่ตรงกับแนวคิดของผู้บริหารสถานศึกษาสักเท่าไหร่ นายอุดม สมพร จึงเสมือนม้านอกคอกต้องและเล็มหญ้าตามชายป่าตามลำพัง ยามใดที่ผู้เฝ้าคอกนำหญ้ามาให้ม้าในคอกกิน ม้านอกคอกก็ได้แต่มองเห็นแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจแต่อย่างใด หากินเอง หาได้ก็กิน หาไม่ได้ก็ไม่กิน นี่คือสัจธรรมของผู้คิดนอกกรอบ ในปีพ.ศ.๒๕๔๕ นายอุดม สมพร ได้เกษียณอายุราชการ

 

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับ

๑.เบญจมาภรณ์ช้างเผือก ๒.จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก ๓.ตริตาภรณ์มงกุฎไทย ๔.ตริตาภรณ์ช้างเผือก ๕.จักรพรรดิมาลา ๖.ประถมาภรณ์มงกุฎไทย

ประสบการณ์ การอบรม การศึกษาดูงาน ณ ต่างประเทศ

๑.ไปศึกษาดูงานพิพิธภัณฑ์ที่ประเทศฝรั่ง สวิสเซอร์แลนด์ เมื่อ ๒๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๓๖ ถึง ๑๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๓๖ ด้วยทุนสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ

๒.อบรมหลักสูตรผู้บริหารสถานศึกษา ระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๗

๓.ได้รับทุนจากกรมอาชีวศึกษา ไปดูงานด้านการอาชีวศึกษา ณ ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อ ๒๑-๒๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๗

๔.ได้รับทุนจากองค์การ UNIEM สหประชาชาติให้นำคณะไปพัฒนาอาชีพทอผ้าให้แก่ชาวติมอร์ตะวันออก ๒ ครั้ง  ครั้งแรกเมื่อ ๒๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๖ - ๑๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๖ ครั้งที่ ๒ เมื่อ ๘ กุมพาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๘ - ๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๘

๕.ได้รับทุนไปศึกษาดูงานหมู่บ้าน OVOP ณ ประเทศญี่ปุ่น จากกรรมการ พัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เมื่อ ๒๓-๒๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๘

ผลงานด้านจิตอาสาเพื่อพัฒนาเพื่อพัฒนาอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมในเชิงประจักษ์  

          นายอุดม สมพร นอกจากได้ปฏิบัติราชการตามปกติแล้ว แต่คิดนอกกรอบ ประกอบกับมีจิตอาสาทำงาน   นอกเหนือจากคำสั่งหรือกรอบของทางราชการ จึงมีผลงานที่เกิดขึ้นตามระยะเวลา ดังนี้

๑.การฟื้นฟูศิลปะผ้าจกราชบุรี ภูมิปัญญาของบรรพชนไท-ยวนเพื่อให้เป็นที่รู้จักของลูกหลาน เริ่มฟื้นฟูจัดกิจกรรมตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๒๓ เป็นต้นมาเช่น จัดนิทรรศการผ้าจกโบราณ จัดแข่งขันทอผ้าจกโบราณ โดยอัญเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ เมื่อ ๑๒ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๙ ณ บริเวณวัดแคทราย

๒.ดำเนินโครงการสร้างศูนย์สืบทอดศิลปะผ้าจกราชบุรีให้เป็นโรงเรียนสอนทอผ้าจกให้แก่เยาวชน ประชาชนเพื่อเป็นการอนุรักษ์ผ้าจกขึ้นที่บริเวณวัดแคทราย ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๐ เป็นต้นมา จากนั้นได้อัญเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดศูนย์สืบทอดศิลปะผ้าจกราชบุรี เมื่อ ๑๔ ตุลาคาม พ.ศ.๒๕๓๔

๓.ริเริ่มจัดตั้งจัดแสดงตกแต่งจิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัวให้เป็นแหล่งเรียนรู้อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาวไท-ยวน โยนกเชียงแสน และให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชนและจังหวัดเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๒ แล้วเสร็จสิ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๗ และอัญเชิญพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีเสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด เมื่อ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๒

๔.เสนอโครงการและดำเนินการจัดตั้งศูนย์หัตกรรมหน้าวัดคูบัวโดยอัญเชิญพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุเป็นองค์ประธานเปิดศูนย์ใน พ.ศ.๒๕๓๘

๕.ริเริ่มจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรไท-ยวน ราชบุรี จำกัด เพื่อบริหารจัดการซื้อ-ขายผ้าจกให้แก่สมาชิกและผู้สนใจโดยทั่วไป   ได้รับจดทะเบียนสหกรณ์เป็นนิติบุคคลจากกรมส่งเสริม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๕    มีคณะกรรมการเป็นผู้บริหารจัดการ

๖.เขียนหนังสือเรื่อง ผ้าจกไท-ยวน ราชบุรี จัดพิมพ์จำหน่ายเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๐

๗.จัดสร้างสวน โคตรเหง้ารำลึก เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางพฤกษศาสตร์ ศาสนา ภาษาให้แก่ลูกหลานไท-ยวน ในอนาคตได้เรียนรู้เกี่ยวกับภาษาไท-ยวน ความเป็นมาทางพุทธประวัติบางตอน ต้นไม้ที่มีประโยชน์ทางด้านรักษาโรค เครื่องไม้ใช้สอย เริ่มสร้าง พ.ศ.๒๕๕๐ ถึง พ.ศ.๒๕๕๖

 

ตำแหน่งและงานที่รับผิดชอบด้วยจิตอาสาที่เคยเป็นหรือเป็นอยู่ในปัจจุบัน
๑.ในฐานะผู้ริเริ่มและเป็นกรรมการ
๑.ผู้ริเริ่มร่วมก่อตั้งสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนวัดแคทราย พ.ศ.๒๕๒๘
๒.ผู้ริเริ่มร่วมก่อตั้งสหกรณ์วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี พ.ศ.๒๕๒๕
๓.ผู้ริเริ่มร่วมก่อตั้งสมาคมผู้ปกครองและครูวิทยาลัยเทคนิคราชบุรี พ.ศ.๒๕๒๕
๔.ผู้ริเริ่มร่วมก่อตั้งมูลนิธิวิทยาลัยเทคนิคราชบุรี พ.ศ.๒๕๒๖
๕.ผู้ริเริ่มร่วมก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาประชากรตำบลคูบัว พ.ศ.๒๕๒๖
๖.ผู้ริเริ่มร่วมก่อตั้งมูลนิธิศิษยานุศิษย์วัดสัตตนารถปริวัตร พ.ศ.๒๕๓๖
๗.ผู้ริเริ่มร่วมก่อตั้งชมรมไท-ยวน ราชบุรี พ.ศ.๒๕๔๒
๘.ผู้ริเริ่มร่วมจัดตั้งจิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว พ.ศ.๒๕๔๓
๒.ในฐานะประธานกรรมการขององค์กรที่เคยเป็นและเป็นอยู่
๑.ประธานไท-ยวน ราชบุรี
๒.ประธานสหกรณ์วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี
๓.ประธานสหกรณ์การเกษตรไท-ยวน ราชบุรี จำกัด
๔.ประธานมูลนิธิพัฒนาประชากรตำบลคูบัว
๕.ประธานมูลนิธิจิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว
๖.ประธานสันนิบาตมูลนิธิจังหวัดราชบุรี
๗.ประธานกรรมการจริยธรรมจังหวัดราชบุรี
๘.ประธานชมรมธุรกิจท่องเที่ยวราชบุรี
๙.ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวราชบุรี
๑๐.ประธานกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนแคทรายวิทยา
๑๑.ประธานกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนวัดแคทราย
๓.ในฐานะผู้อำนวยการ
๑.ผู้อำนวยการศูนย์สืบทอดศิลปผ้าจกราชบุรี
๒.ผู้อำนวยการจิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว
๔.ในฐานะนายกสมาคม
๑.นายกสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนวัดแคทราย
๒.นายกสมาคมผู้ปกครองและครูวิทยาลัยเทคนิคราชบุรี
๕.ในฐานะกรรมการ
๑.คณะกรรมการคุรุสภาจังหวัดราชบุรี
๒.กรรมการสภาวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี
๓.กรรมการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูประถัมภ์จังหวัดราชบุรี
๔.กรรมการสมาคมโรงเรียนเบญจมราชูทิศ
๖.คืนกลับสู่สามัญ ในฐานะคนอำนวยการ

คนอำนวยการจิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว

เกียรติคุณ รางวัลที่ได้รับ
๑.เกียรติคุณ ดังนี้
๑.นักอนุรักษ์มรดกไทยดีเด่น สาขาช่างศิลป์ไทย พ.ศ.๒๕๓๖ จากคณะกรรมการอนุรักษ์มรดกไทย กรมศิลปากร

๒.บุคคลดีเด่นของชาติ สาขาเผยแพร่เกียรติภูมิของไทย พ.ศ.๒๕๔๑
๓.ครูภูมิปัญญาไทย(รุ่นที่๒) ด้านอุตสาหกรรมและหัตถกรรมด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๕
๔.ผู้มีผลงานดีเด่นวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี พ.ศ. ๒๕๔๒
๕.อาจารย์ผู้ทำหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งเสียสละในการสั่งสอน อบรมสั่งสอนเยาวชน จากมูลนิธิหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๖
๖.ผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อการศึกษาของโรงเรียนวัดแคทรายจากสำนักงานการประถมศึกษา จังหวัดราชบุรี เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๖
๗. ศิษย์เก่าดีเด่นที่เสียสละ สั่งสมความดีให้กับสังคมจากสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรีเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๕
๘.ผู้มีผลงานเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นดีเด่นจากสมาคมผู้สื่อข่าวจังหวัดราชบุรี พ.ศ. ๒๕๔๕
๙. ศิษย์เก่าเกียรติยศ จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๑
๑๐.ผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรม ด้านวัฒนธรรม จากกระทรวงวัฒนธรรม พ.ศ.๒๕๕๑
๑๑.บุคคลที่ยึดมั่นใจในคุณธรรม และจริยธรรม บำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม จากกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.๒๕๕๑
๑๒.ครูช่างของแผ่นดิน จากศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ(ศศ.ป) พ.ศ.๒๕๕๒
๑๓.ผู้มีผลงานดีเด่นด้านนันทนาการประเภทงานอดิเรกจากอำเภอเมืองราชบุรี เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๓
๑๔.คนดีแทนคุณแผ่นดิน จังหวัดราชบุรี จากโครงการแทนคุณแผ่นดินโดยหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ในเครือ The Nation


***บทสัมภาษณ์***


 

วัติถุประสงค์ในการก่อตั้งจิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว

          วัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้เอาไว้ที่นี่ เป็นแหล่งศึกษาโคตรเหง้าของชาวไทยยวนที่อยู่ในจังหวัดราชบุรีให้แก่ลูกหลานได้เรียนรู้ และชาติพันธุ์รอบข้างได้เรียนรู้ว่าพื้นที่ตรงนี้มีชาวไทยโยนกหรือชาวล้านนาอยู่ที่นี่ แล้วยังเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาของชาวไทยโยนกที่มีความถนัดในเรื่องการทอผ้าจก ซึ่งเรารู้กันเพียงสั้นๆว่าผ้าซิ่นตีนจก


 

ที่มาของชื่อจิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว

          ครูคิดชื่อจิปาถะได้ก็ด้วยเหตุผลแรกคือเราจะตั้งชื่ออย่างไรดีจึงพ้นจากการกล่าวตำหนิของนักวิชาการว่าเราจะแสดงไม่เหมือนตามทฤษฎีของการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ เมื่อเราไม่อยู่ในระบบพิพิธภัณฑ์ เราจัดตั้งของเราเป็นอย่างนี้ใครก็มาว่าไม่ได้ เพราะไม่ได้ตั้งตามทฤษฎีของเขา แต่ใช้ทฤษฎีการตั้งจิปาถะซึ่งเป็นทฤษฎีของครูเองที่เริ่มขึ้นเป็นคนแรก เหตุผลที่สองคือเป็นพิพิธภัณฑ์ปลายเปิดหมายความว่าเราสามารถรับบริจาคอะไรของใครก็ได้ มันสะดวกและมันง่ายต่อการจับ จะเอาเสือ สิงห์ ช้าง ม้า เรือ เครื่องบิน ถ้วยโถโอชาม พระพุทธรูปได้หมด เพราะคำว่าจิปาถะแปลว่าของต่างๆนานามากมายมารวมกันอยู่ โดยที่เราไม่ได้คัดแยกเป็นหมวดหมู่ให้มันเป็นเรื่องเป็นราวแต่ก็มีของเยอะ ของหลายประเภทรวมกันอยู่ แต่ถ้าเป็นพิพิธภัณฑ์จะเน้นหนักไปในเรื่องวัตถุโบราณของเก่าที่มีอายุมาก มีคุณค่ามากเป็นของที่ทางกรมศิลปากรเขายอมรับ ใครจะตั้งพิพิธภัณฑ์เรือก็ต้องไปเอาเรือต่างๆมาไว้ในอาคารของตัวเองแล้วก็มีเรื่องราว ก็เป็นเรื่องของพิพิธภัณฑ์เรือไป ใครเป็นพิพิธภัณฑ์ของเด็กเล่นเขาก็หาแต่ของเด็กเล่นอย่างอื่นก็ไม่มี แต่จิปาถะนี้มันมีทุกอย่าง เพราะฉะนั้นนักวิชาการพิพิธภัณฑ์เข้ามาดูที่นี่เขาก็จะไม่ติชม จะมาบอกว่าที่นี่ไม่ได้เรื่อง จัดไม่ถูก แสงไม่ดี มุมไม่ดี ไม่เป็นหมวดหมู่ ก็ไม่ได้เพราะเราไม่ได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ ไม่ได้ทำตามทฤษฎีที่เขาร่ำเรียนมาที่เขาทำกันอยู่ มันเลยกลายเป็นแห่งแรกของประเทศไทยที่ใช้ตามทฤษฎีจิปาถะของครู


 

จิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว มีความสำคัญอย่างไร

          เรื่องนี้พูดยากแล้วแต่ความคิดของแต่ละคน บางคนที่เขามีนิสัยชอบเรื่องนี้เขาก็ว่าดีสำคัญ บางคนที่เขาไม่ชอบเขาก็ว่าไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ช่วยชาวบ้านอะไร แต่ถึงอย่างไรครูก็จะเล่า เมื่อก่อนคูบัวก่อนที่จะเกิดจิปาถะภัณฑ์สถาน ชาวคูบัวไม่เคยมี ไม่เคยเห็นรถสองแถว ๒ ชั้น รถโค้ชหรือรถท่องเที่ยว ๒ ชั้น วิ่งเข้าออกมาที่นี่เลย ไม่มีใครเข้ามา เป็นป่าเป็นทุ่งนา หลังจาก ครูอยู่ที่นี่ได้สร้างจิปาถะภัณฑ์สถาน ใช้วิธีในการโปรโมทจิปาถะให้คนมาท่องเที่ยว เริ่มแรกตั้งศูนย์สืบทอดศิลปะ คนก็เช่ารถมาดูการทอผ้าจก รถบัสเต็มวัดทั้งวัดแคทรายและวัดคูบัว คนก็มากันเยอะก็รู้จักครูบัวเพราะว่า ครูใช้กลวิธีที่ไปออกรายการทีวีบ่อยครั้ง ไปออกรายการวิทยุ รายการจัดการแข่งขันวัวลาน พระราชทานแข่งขันกอล์ฟ ขึ้นชื่อว่าคูบัวคนเอามาเพื่อจะดำเนินกิจกรรมเรื่องการทอผ้า คนก็อยากจะรู้จักคูบัว จนกระทั่งตั้งสหกรณ์เสร็จคนก็มาหาซื้อผ้า คนข้างนอกต่างจังหวัด อ่างทอง สิงห์บุรี สุพรรณ กรุงเทพมหานคร นครปฐม สงขลา ปัตตานี ก็ได้เช่ารถกันมาท่องเที่ยวที่คูบัว โดยบอกว่ามาดูหาซื้อผ้าที่บ้านคูบัว แล้วก็มาเจอแหล่งที่ ครูโปรโมทออกรายการทีวีต่างๆ คราวนี้มีรถนักเรียนมาเต็มบริเวณนี้ ครั้งๆหนึ่งก็รถบัส ๒ ชั้น จำนวน ๑๓ คันรถบัสใหญ่ รองลงมาก็ ๖-๗ คัน นักเรียนก็มาและข้าราชการของจังหวัดต่างๆส่วนมากพาคนในชุมชนมาเที่ยว มาเที่ยวเพื่อศึกษาดูงานเรื่องผ้าจกด้วยและก็มาดูจิปาถะด้วย จนกระทั่ง ดร.อุดม สมพร จัดงานขันโตกใครก็อยากมา วัดโขลงสุวรรณคีรีมาเมื่อ ๓ ปีที่แล้วก็เห็นว่ารถเข้ามาที่จิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัวเยอะ ทางวัดก็ได้สร้างพระใหญ่ วัดกับจิปาถะภัณฑ์สถานก็ต้องไปด้วยกันเมื่อเข้ามาจิปาถะภัณฑ์สถาน คนใจบุญใจกุศลก็ไปหยอดตู้บริจาค ไปปิดทองพระ เสร็จแล้วคนก็เข้ามารถก็เข้ามาเยอะวัดก็น่าควรจะได้ใช้ความรู้ความสามารถของวัดทำให้คนไปทำบุญบ้าง โดยอาศัยตรงนี้แล้วเขาก็สร้างพระใหญ่ พอคนมาคนอ่ะนะ วัดกับพิธภัณฑ์เนี่ยมันก็ต้องไปด้วยกันเมื่อเข้ามาพิพิธภัณฑ์ คนใจบุญใจกุศลก็ไปหยอดตู้บริจาคไปปิดทองมันก็ได้ เสร็จแล้วเนี่ยคนก็เข้ามารถก็เข้ามาเยอะ สำคัญหรือเปล่าต่อชุมชนหรือเปล่าไม่รู้แต่จริงหรือไม่จริงเธอฟังคำพูดนี้ของ อบต.สมาชิก อบต. คนหนึ่งตอนที่ครูไปขอสนับสนุนค่าไฟมันบอกว่าจิปาถะไม่เป็นประโยชน์ต่อคูบัว เพราะฉะนั้นมันก็เลยไม่ยกมือสนับสนุนค่าไฟให้ ที่มันพูดมันพูดพื้นฐานของว่าชาวบ้านไม่ได้เงิน ไม่ได้เงินเป็นหลายตัวแต่ภาพรวมของตำบลคูบัวภาพของชุมชนได้ไหม รู้จักว่านี่คือคูบัว คูบัวเขามีของดีนะมีอะไรดีนะส่วนจิปาถะจะให้ประโยชน์เขาหรือไม่ คุณก็ต้องคิดอ่านกันเองสิคุณก็มาขายของ ครูตั้งร้านขายของให้ในนี่มันขายกันอยู่ได้ ๓-๔ เดือนมันก็เลิก ครูก็รื้อออกเขาไม่มาขายกันเองแล้วมันจะไปได้อะไรล่ะ แต่มันบอกว่าไม่เป็นประโยชน์สำหรับต่อชาวคูบัว นี่ส่วนของพวกที่มันคิดอย่างนี้แต่ชาวบ้านทั่วไปไม่ใช่ชาวคูบัวหรือกับชาวคูบัวบางส่วนที่เขาเห็นด้วยกับการพัฒนาพื้นที่ พัฒนาแหล่งชุมชน เขาก็ว่าดี ครูเนี่ยได้รับรางวัลหลายเรื่องต่อหลายเรื่อง ที่โน้นน่ะเกี่ยวกับการท่องเที่ยวทำให้คูบัวบูมแค่ไหนตั้งแต่ไม่มีรถบัสเข้ามาจนมีเข้ามา มาจนกระทั่งลูกหลานที่มันเกิดขึ้นที่หลังอายุมันประมาณซัก ๒๕-๓๐ ปี มันเกิดที่หลังที่ครูทำมันก็เลยไม่รู้เรื่องว่าครูทำอะไรไว้บ้างมันมาเกิดเห็นก็เป็นอย่างนี้ มันไม่รู้นั่นคือมันไม่รู้จักบรรพชนรุ่นก่อนเขาทำอะไรไว้กับแผ่นดิน อย่างอยู่ๆเธอเพิ่งเกิดเธอมาเห็นนี่แล้ว เธอคงไม่ให้ความสำคัญแต่ว่าก่อนที่จะมีตรงนี้คือที่ตรงนี้คือป่า แล้วกว่าจะหาเงินได้เนี่ยยาก อบจ.เขาหาเงินเขาสนับสนุนค่าปลูกตัวอาคารให้ ๑๔,๖๖๔,๐๐๐  บาท การตกแต่งภายในครูหาเงินมาซื้อข้าวซื้อของอะไรที่จะเป็นสำหรับประดับประดาอีก ๘ล้านกว่า ผ้าซิ่นตีนจกที่ครูรวบรวมไว้ให้มีมูลค่าประมาณ ๒๐ กว่าล้าน อย่างนี้หรือที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนแต่ไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะกระเป๋าใครคนใดคนหนึ่ง ตัวครูเองก็ไม่ได้กระเป๋าครูเกิดความรู้สึกการทำงานพัฒนาท้องถิ่นมันย่อมได้รับผลกระทบจากบุคคลที่ทั้งสองด้านทั้งเห็นด้วยไม่เห็นด้วย ที่ไม่เห็นด้วยมันก็คิดว่าครูมีผลประโยชน์สร้างเพื่อเอาผลประโยชน์ อย่างที่แคทรายครูสร้างศูนย์สืบทอดโรงเรียนทอผ้าจก ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ไอ้คนพูดนะมันก็เป็นกรรมการอยู่ด้วยนะมันบอกว่าเนี่ยคือแหล่งทำนาเป็นนาของครู ที่โรงเรียนเป็นนาของครูหมายความว่า นาเธอรู้จักนะว่าใช้ปลูกข้าวใช้อะไรต่ออะไรเป็นประโยชน์และเราเก็บเกี่ยวมาขายมากิน แต่โรงเรียนสอนทอผ้าที่แคทรายชาวบ้านทั้งนั้นที่ได้ประโยชน์มาเรียนรู้มาเรียนทอผ้ามาอะไรต่ออะไร มีคนมาท่องเที่ยวชาวบ้านได้หมดแต่ครูเป็นคนเสีย เสียค่าน้ำมันรถ เสียเวลา เสียอะไรต่างๆ แล้วไม่เคยได้เลยสักบาทเดียวเกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ นี่ก็เหมือนกันที่ครูมานั่งให้สัมภาษณ์พวกเธอเนี่ยนะครูก็ยังมีภาระจะต้องปลูกบ้าน นี่ต้องหนีปีกตัวมานี้เพื่อติดนัดเธอ เช้ามาเมื่อก่อนครูก็มานั่งอยู่นี่ก็มาฟรีมาเฝ้าให้ฟรีมาดูแลมาเป็นธุระบริหารจัดการพัฒนาให้ ข้าวสักมื้อเราลุงมีงบ ให้พันบาทสำหรับซื้อข้าวมาเลี้ยงผู้เฒ่าหรือผู้สูงอายุมาเลี้ยงให้มื้อละ ๓๐ บาทหรือ ๔๐ บาทแต่ครูก็ไม่กินครูก็กินถั่วบอกว่าไปซื้อถั่วลิสงมา ถั่วดินน่ะหรือถั่วคุดถุงหนึ่งต้มมาแล้วครูก็มานั่งแทะกิน นานๆอ่ะเธอไปซื้อลิโพมาให้ครูขวดนึงเท่านั้นแหละ ข้าวก็ไม่ได้กินครูก็ไม่ได้ตายไปก็ไม่ได้สักบาท มันเข้าแม้แต่เงินค่าวิทยากรของครูครั้งละ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาทครูก็เซ็นชื่อรับให้บัตรประจำตัวของครูแล้วเซ็นชื่อเป็นผู้รับเงินแต่รับเสร็จแล้วก็เอามาลงที่ตู้บริจาคทุกครั้ง ก็ได้อะไรนี่ถ้าครูเอาเงินค่าวิทยากรซึ่งครูแทนที่จะได้เป็นค่าน้ำมันรถ ครูนี่นะก็ไม่ได้ครูเสียค่าน้ำมันรถเดือนหนึ่งประมาณ ๔,๐๐๐ บาท อาทิตย์ละพันบาท ๔ อาทิตย์ก็ ๔,000 บาทต้องขับไปน้ำมันเครื่องอีกอะไรอีกเสี่ยงชีวิตร่างกายก็ทำให้ มันก็อย่างนี้แหละไม่ได้ประโยชน์แต่มันยังอยากให้ครูหาเงินไปแจกพวกชาวบ้านเป็นรายตัวอีกอย่างงั้นเหรอ เธอคิดดูสิว่ามันควรหรือไม่ควร


ที่มาที่ไปของชาวไท-ยวน คูบัว

          ครูจะเล่าโดยสังเขป ชาวโยนกเชียงแสนมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ที่เมืองเชียงแสน (ปัจจุบันคือ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย) พื้นเพสืบทอดมาจากชาวโยนกหรือชาวโยน แล้วก็ก่อนมาเป็นชาวยวนเราเรียกกันว่าเป็นชาวโยนก เพราะชาวโยนกได้เคลื่อนย้ายกันมาจากที่ภาคเหนือของประเทศไทยแล้วก็เป็นประชากรส่วนใหญ่ของชาวล้านนา ในอาณาจักรล้านนาก็มีหลายพวกอย่างเช่น ยวน ลื้อ ไทยใหญ่ กะเหรี่ยง แม้ว มูเซอ แต่ยวนมีปริมาณจำนวนคนเยอะมากกว่า ก็รวมกันอยู่แต่คนส่วนใหญ่ก็อยู่บนที่สูงหรือบนภูเขา แต่ยวนอยู่ในที่ราบของล้านนา เป็นใหญ่มีอำนาจในการปกครอง อยู่ต่อมาเมื่อปีพ.ศ ๒๓๔๗ รัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ก็โปรดเกล้าให้เคลื่อนย้ายมาอยู่ที่ราชบุรี เพราะฉะนั้นซึ่งเราเป็นเชื้อสายไทยวนเมื่อเขาโปรดเกล้าให้เราส่วนหนึ่งในเมืองเชียงแสนมาอยู่ที่ราชบุรี ก็เลยมีคนยวนอยู่พร้อมๆกันไปกับลาวเวียงบ้าง มอญบ้าง โซ่งบ้าง กะเหรี่ยงบ้าง ซึ่งมาอยู่กันในราชบุรีก็เยอะ ยวนก็เป็นคนเป็นชาติพันธุ์หนึ่งในราชบุรีที่มีถึง 8 เผ่าพันธุ์ ก็อย่างเช่น ไทยพื้นถิ่น ไทยเชื้อสายจีน ไทยวน มอญ เขมร ลาวเวียง กะเหรี่ยง ไทดำ พวกนี้ก็ผสมผสานเป็นประชากรของจังหวัดราชบุรี เพราะฉะนั้นชาวยวนที่คูบัวมาจากไหนก็บอกว่า โยกย้ายกันมาจากเมืองเชียงแสนเมื่อปีพ.ศ ๒๓๔๗ มาอยู่ราชบุรีที่คูบัวนี้เป็นเวลา ๒๑๖ ปีแล้ว


 

วิถีชีวิตของชาวไท-ยวน

          ถามเรื่องวิถีชีวิตของชาวไทยโยนกที่คูบัวหรือที่นี่นะ เราต้องแบ่งกันเป็นตอนๆเป็นช่วงเวลา ถ้าช่วงเวลาตั้งแต่เริ่มมาตั้งถิ่นฐานที่นี่ ที่เราเพิ่งย้ายจากเมืองเชียงแสนนะ ตั้งแต่เริ่มต้นมาถึง ๒๐ ปีมาถึง ๑๐๐ ปีหรือ ๑๐๐ กว่าปีมานี้ มันก็ยังมีวิถีชีวิต ถ้าเป็นประเภทอาชีพวิถีชีวิตของเขาก็ทำเกษตรกรรม ทำนาในฤดูฝน หน้าแล้งก็พักผ่อน ฤดูสงกรานต์อยู่กับบ้าน ก็ไปเล่นตีไก่ เล่นการพนัน ผู้หญิงก็ทอผ้าอยู่ใต้ถุนเรือน รายได้ส่วนใหญ่ก็มาจากการทำนา ถ้าปีใดไม่ได้ทำนาก็แห้งแล้งต้องโยกย้ายไปอยู่กันที่อื่นก็เยอะ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเป็นชุดวิถีชีวิตดั้งเดิมใส่เสื้อย้อมฮ่อมหรือเราเรียกกันว่าหม้อฮ่อม ก็คือชุดกุยเฮงของจีน แต่เอาผ้าที่ย้อมด้วยต้นฮ่อมย้อมใส่หม้อแล้วก็มาตัดทรงเป็นชุดเสื้อกุยเฮง ซึ่งเป็นสไตล์ของคนจีนแต่ย้อมด้วยสีฮ่อมเราจึงเลยเรียกว่าเสื้อหม้อฮ่อม กางเกงส่วนมากก็เป็นกางเกงเตี่ยวสะดอ เตี่ยวสะดอขาสั้นเหมาะสำหรับใช้ไปงานต่างๆ

                สมัยก่อนไม่มีอาชีพอะไรมากจนกระทั่งมาถึงระยะปัจจุบันสัก ๕๖ ปีที่แล้ว ที่ครูเป็นเด็กและเติบโตมานี่ ชีวิตส่วนใหญ่ของวิถีชีวิตชาวโยนกที่คูบัวผู้ชายก็มีความรู้ความสามารถมีเชิงช่างที่ติดตัวมา เมื่อก่อนทำล้อ ทำเกวียน ทำไถขาย มีความเก่งชำนาญ  เข้าป่าตัดไม้มาทำเกวียนขายหารายได้ แต่ตอนหลังนี่ก็ส่งลูกเรียนฝึกหัดการทำบ้านปลูกบ้านก็เลยกลายเป็นช่าง ตอนหลังก็มีช่างปูนช่างเพิ่มเติมขึ้นมา มันก็มีหลากหลาย เพราะฉะนั้นผู้ชายออกบ้านไปเป็นลูกมือช่างไปเป็นคนรับเหมาเมื่อก่อนไม่มีตีฝ้า ตอนนี้ก็ไปเรียนตีฝ้าจนกระทั่งว่าเก่งชำนาญในการตีฝ้ากันมากมายส่วนผู้หญิงแทนที่จะอยู่กับบ้านเฉยๆ เดี๋ยวนี้ก็มีอาชีพเสริมคือทอผ้าขายเป็นล่ำเป็นสัน หารายได้ช่วยพ่อบ้านอีกทางหนึ่ง วิถีชีวิตมันก็เปลี่ยนไป

          การเรียนหนังสือการศึกษาสมัยใหม่ก็ส่งลูกไปเรียนในเมืองแทนที่จะให้เรียนในบ้านของตัวเองเพราะตัวผู้ปกครองเองไปรับราชการในตลาด โรงเรียนในตลาดมีเยอะก็ถือโอกาสส่งลูกไปเรียนหนังสือด้วย ตอนเช้าส่งตอนเย็นก็รับกลับ บางคนมีเงินยิ่งกว่านั้นส่งลูกเข้าโรงเรียนนานาชาติหรือโรงเรียนที่สอนสองภาษา

          อาหารการกินก็เปลี่ยนเมื่อกินกันง่ายๆ กินเตา กินผำ แกงส้ม แกงอะไรก็กินกันธรรมดา ตอนหลังก็กิน KFC กินไก่ทอด กินไก่ย่าง กินเฟรนฟราย กินอะไรมันก็เปลี่ยนคราวนี้คนที่ทำตัวลำบากก็คือคนรุ่นครูที่อยู่ระหว่าง ๒ รุ่น แล้วครูก็อายุ ๗๘ ปีแล้ว อยู่รุ่นเกือบร้อยปีที่แล้ว แล้วกลับรุ่นใหม่รุ่นลูกรุ่นหลานที่มันไปมีเทคโนโลยีสมัยใหม่บอกอะไรมันก็ไม่ค่อยเชื่อ เพราะมันไม่รู้ไม่เห็นว่าคนรุ่นปู่ย่าตายายมันทำอะไรมามีชีวิตอย่างไรมันก็ไม่เชื่อ อยู่ๆมันก็เห็นอย่างนี้ซะแล้ว อยู่ๆเขาก็เกิดขึ้นมาก็กินก๋วยเตี๋ยว เขาก็กิน KFC กินอะไรนะพิซซ่าซะแล้ว


ผ้าจกคูบัว

          ผ้าจกเรื่องคูบัว ผ้าจกก็มีปัญหาใครๆก็ว่าผ้าจกคูบัวทำไมไม่เอ่ยถึงผ้าจกที่อื่นบ้างล่ะ แล้วผ้าราชบุรีนี่ไม่ใช่มีคนไทยบ้านคูบัว คนยวนบ้านคูบัวเท่านั้น ดอนแร่ รางบัว เขาก็ทอเป็นผ้าจกเนี่ยมันเริ่มฟุบเริ่มเกือบหายไปเหตุเพราะว่าไม่สอนลูกสอนหลาน หนึ่งอย่างแล้วนะ สอง นี่อย่างคนประเภทที่ ๑ ย่ายายประเภทที่ ๑ ไม่สอนลูกสอนหลาน ยายครอบครัวบางครอบครัวห่วงวิชาไม่สอนให้คนอื่นสอนแต่ให้ลูกหลานตัวเอง แล้วลูกหลานของตัวเองเต็มบ้านเต็มเมืองหรือก็เปล่าลูกหลานบางคนก็เอา บางคนก็ไม่เอามันก็สอนให้ลูกหลาน เพราะฉะนั้นมันก็เริ่มหายไปคนก็ไม่ค่อยรู้จักแต่จะรู้จักก็เฉพาะเมียของข้าราชการระดับสูงที่เขาเรียกกันว่าคุณหญิงคุณนายนั่นแหละ รู้จักสามีมาเลยมาเนี่ยก็มารู้จักบ้านนี้ตระกูลนี้ก็มาหาซื้อกันแค่นั้นแหละแม้แต่ในบ้านบางครอบครัวที่มีผ้าจกอยู่ในบ้านก็ยังไม่รู้เลยว่านี่คือผ้าอะไร เพราะเอาไว้ในหีบเก่าๆ ก็เก็บไว้เท่านั้นจนมาพ.ศ. ๒๕๒๓ ครูก็ย้ายกลับมาราชบุรีเพราะครูเป็นครูเทคนิคสอนที่วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรีตั้งแต่พศ. ๒๕๐๘ ตอนนั้นเกิดยัง อยู่ๆเธอมาเกิดเนี่ยเธอก็ไม่รู้ว่าครูทำอะไรบ้างมาเห็นแบบนี้แหละ ลูกหลานรุ่นหลังมันไม่ค่อยรู้จักครูหรอกมันก็ไม่ให้ความนับถืออะไร ครูก็มาเริ่มมีความคิดพัฒนาบ้านเกิดสิ่งที่จะพัฒนาบ้านเกิดได้นั้นเราต้องมีกลุ่มมีพวกมีหมู่คณะเป็นคณะมันจึงทำงานได้ ครูก็เลยมาตั้งสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนวัดแคทรายเวลาจะทำงานใดๆพัฒนาชุมชนเราก็ใช้ชื่อคำว่าสมาคม แล้วตำแหน่งที่เราไปได้ประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆเราก็ใช้ตำแหน่งนายกสมาคม ครูมาตั้งสมาคมก็เป็นสมาคมของเด็กศิษย์เก่าชั้นป. ๔ โรงเรียนประถมแห่งแรกในจังหวัดราชบุรีไหม ครูก็ตั้งป้ายเบอเร่ออยู่ที่หน้าโรงเรียนวัดแคทราย เสร็จแล้วก็มาทำการพัฒนาฟื้นฟูเรื่องผ้าจกให้คนครัวเรือนที่มีผ้าจกอยู่ในหีบบ้านของตัวเองได้รู้ว่านี่คือผ้าจก ผ้าจกคืออะไรมันสวยยังไงวิธีการก็คือครูก็จัดนิทรรศการผ้าจกโบราณก่อน เริ่มแรกก็จัดนิทรรศการผ้าจกโบราณก็อัญเชิญสมเด็จพระเทพเสด็จเปิดเป็นประธานเปิดนิทรรศการ โอ๊ยชาวบ้านก็เห็นว่าเจ้าฟ้าเจ้านายยังสนใจเรื่องผ้าเขาก็มารับเสด็จอ่ะแต่พอมาเห็นผ้าจกที่ครูจัดแสดงอยู่ ๓๐๐-๔๐๐ ผืนนี้แหละ เขาก็ว่ามันสวยดีเขาก็ชอบเขาก็รู้ว่านี่คือผ้าจกนี่คือทำให้เขารู้แล้วเขาก็ไปดูผ้าของเขาในบ้านก็รู้ว่าผ้าอย่างนี้ของเราก็มีนี่ เขาก็เริ่มเปิดเผยคุณหญิงคุณนายคนสายตายาวคิดการไกลหากำไรได้แน่ จากในเมืองก็ออกมากว้านซื้อด้วยราคาถูกๆ แล้วเอาไปขายแพงๆ เสร็จเรื่องผ้าจกเป็นที่รู้กันแล้วว่าเนี๊ยผ้าอย่างนี้คือผ้าจกนะ ครูก็บอกว่ามันมีอยู่ทั่วไปทั้งคูบัว ดอนแร่ รางบัว เราก็เลยเริ่มโปรโมทเพราะฉะนั้นครูก็เลยเรียกผ้าชนิดนี้ว่าเป็นผ้าจกราชบุรี เมื่อเราฟื้นฟูด้วยการอัญเชิญสมเด็จพระเทพเสด็จ พอพระองค์ท่านเสด็จมาแล้วเนี่ยท่านก็บอกครูว่าให้ช่วยสอนตั้งโรงเรียนสอนทอผ้าจกด้วย แต่มันอยู่ในโปรแกรมของครูอยู่แล้ว ครูก็เลยสร้างโรงเรียนสอนทอผ้าจกแต่ในช่วงที่ครูกำลังก่อสร้างโรงเรียนสอนทอผ้าจกนั้นก็มีการจัดงานโปรโมทผ้าอีก จัดเดินแฟชั่น จัดประกวดธิดาผ้าจก ธิดาผ้าจกหมายถึงลูก ลูกสาวหลานสาว พ่อแม่คนไหนย่ายายคนไหนที่ไม่รักลูกไม่รักหลานก็อยากให้ลูกหลานตัวเองชนะก็ต้องเอาผ้าพื้นที่ดีที่สุดที่เขาว่าดีที่สุดอยู่ในหีบของเขานั้นมาตกแต่งให้ลูกหลาน ครูก็ได้มีโอกาสได้เห็นผ้าจกสวยๆงามๆเยอะ คนตลาดคนที่ไหนเขาก็ฟื้นฟูครูก็ไปเอาคน คนกรุงเทพฯที่เค้าเป็นผู้มีชื่อเสียงหน่อยมาเป็นกรรมการประกวด เป็นกรรมการตัดสิน ก็เสร็จเรียบร้อยครูก็สร้างหลักสูตรให้กับโรงเรียนเป็นหลักสูตรพื้นบ้าน ครูมีหลักสูตรอยู่แล้วครูก็ใช้หลักสูตรสร้างหลักสูตรให้วิทยาลัยเทคนิคราชบุรีใช้สอนเด็ก ก็ผ้าจกก็เริ่มเป็นที่รู้จักแต่ครูให้ชื่อว่าผ้าจกราชบุรี เพราะผ้าจกราชบุรีมันรวมหมดทั้งคูบัว ดอนแร่ นาหนอง รางบัว มารวมหมดแล้วมันเป็นสายเดียวกันเป็นไทยวนด้วยกันเพราะฉะนั้นต้องเป็นผ้าจกราชบุรี พอครูพูดว่าผ้าจกราชบุรีชาวบ้านที่อยู่ตำบลโน้นตำบลนี้ ดอนแร่ก็ดี รางบัวก็ดีก็จะได้บอกว่าผ้าจกของฉัน ผ้าจกดอนแร่อยู่นั่นแหละมันก็เป็นผ้าจกอย่างนั้นที่คูบัวก็มีมันเป็นสายเดียวกันมันเป็นคนยวนด้วยกันมาด้วย บางทีพระครูวัดนาหนองว่าครูออกทีวีพูดแต่ผ้าจกคูบัว บอกว่าไม่จริงๆฟังไม่หมดผมออกทีวีทีไรเอ่ยชื่อว่าผ้าจกราชบุรีทั้งนั้น เวลาครูไปเป็นกรรมการตัดสินผ้าจกอะไรต่างๆเขาก็รู้จักครูในนามผ้าจกของอาจารย์ผ้าจกราชบุรีนั่นแหละแต่เขาไม่บอกว่าราชบุรี ผ้าจกของอาจารย์อุดมก็หมายความว่าผ้าจกราชบุรี ครูเป็นตัวแทนเป็นคนเอาผ้าพวกนี้ไปโปรโมท ไอ้พวกทีหลังได้มันไปตั้งร้านค้าขายทีหลังไอ้พวกผลพลอยได้ มันฉกฉวยเอาตอนกลางแล้วหรือตอนปลายแล้วไปทำมาหากิน อันนั้นก็คือเจตนารมณ์ของครูในเบื้องต้นว่าอยากให้ชาวบ้านมีอาชีพการทอผ้าขายชาวบ้านก็ทอผ้าขายก็อยู่ในเจตนารมณ์ของเราแล้ว เราก็ไม่ควรไปเสียอกเสียใจเขาก็ขายไป พอเสร็จแล้วครูก็สร้างสหกรณ์ที่วัดคูบัวให้กับชาวบ้านมารวมตัวขายผ้ากันขายผ้าจก พอตั้งสหกรณ์แล้วสหกรณ์ก็ขายดีนะหลังจากนั้นครูเห็นว่ากิจกรรมเรื่องผ้าของครูที่ให้ชาวบ้านจกแต่ว่ายังองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องผ้าจก องค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมของชาวโยนกที่ราชบุรีมันไม่มีที่อยู่ มันไปอยู่กับยายนู้นอยู่กับนางสาวนี่อยู่กับนางสาวโน้นถ้าใครอยากจะหาดูจะเล่าเรื่องบางทีก็เล่าผิดๆถูกๆมันไม่เป็นเรื่องเดียวกันเขาจะบอกตามประสบการณ์ที่เขามี ผมว่าก็อย่างนั้นเราต้องมีที่ให้องค์ความรู้เป็นเรื่องเป็นราวเป็นที่เป็นแห่ง ใครอยากจะรู้เรื่องคนไทยวนประเพณีวัฒนธรรมก็ให้มาที่นี่ การทำมาหากินอยู่กับชาวบ้านแล้วชาวบ้านรู้จักใช้องค์ความรู้ที่มีอยู่ไปทำมาหากินแล้วค้าขายแล้วเหมือนอย่างตลาดนัดนี่เขาก็หาผ้ามาขายกันแต่ถ้าพวกที่ค้าขายเหล่านี้มีองค์ความรู้เหล่านี้ซึ่งเป็นปัจเจกเนี่ยถ้าตายไปมันก็หมดไป ครูก็บอกอย่างนั้นไม่ได้เสียเวลาที่ครูได้ค้นคว้าได้ทำงานวิจัยมาเยอะแยะ ครูจำเป็นต้องสร้างพิพิธภัณฑ์ทีแรกคิดว่าสร้างพิพิธภัณฑ์เอาเป็นที่ไว้ขององค์ความรู้เกี่ยวกับการทอผ้าจกรวมด้วยประเพณีวัฒนธรรมต่างๆของชาวไท-ยวนราชบุรีเอามาไว้ที่นี่ให้เป็นศูนย์กลาง ถึงฉะนั้นถ้าครูตายไปครูก็สบายใจเพราะมันมีที่อยู่แล้วครูได้บันทึกไว้แล้วอยู่ แม้แต่หนังสือเล่มนี้เนี่ย ของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศเขาก็ทำไว้ให้แล้วเป็นเรื่องของชาวคูบัวแท้ๆเลยเนี่ยนะเป็นเรื่องของจิปาถะโดยแท้เลยเนี่ยตอนนี้ครูกำลังนั่งคุยอยู่มั้งเนี่ย เนี่ยก็ถือว่าเป็นหนังสือนี้มันก็ถูกจารึกไว้บนแผ่นดินนี้แล้วอย่างน้อยก็มีคนได้เก็บไว้สถานที่ต่างๆเก็บไว้บ้าง การจะค้นคว้าเรื่องจิปาถะมาดูตรงนี้ได้ ครูก็สบายใจแล้วตายไปก็ไม่เสียดายแล้วมันน่ามันเป็นความจริงนะถ้าใครสร้างไว้ก็ย่อมเสียดายถ้ามันไม่ได้ประโยชน์แต่ถ้าสร้างแล้วได้ประโยชน์มีคนมาหา มีคนมาเยี่ยมชมประมาณหมื่นสี่หมื่นห้านะ ๑๕-๑๖ ปีมั้ง ปีละหมื่นกว่า เอ๊ย ปีละพันกว่าคน คราวนี้เรื่ององค์ความรู้เกี่ยวกับทอผ้าจกก็ไปอยู่ในสถานศึกษาแล้ว อยู่โรงเรียนชั้นประถม ชั้นมัธยม แล้วก็วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี


 

ให้ครูฝากแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังตระหนักเกี่ยวกับจิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว

          ที่ครูสร้างตรงนี้มานะ สร้างมาเพื่อให้เป็นที่เก็บองค์ความรู้ของรากเหง้าเราไว้มีของโคตรเหง้าเราไว้ โคตรเหง้าของเราคือชาวไทยโยนกสร้างไว้เพื่อจุดประสงค์อย่างนั้นเพื่อให้เป็นที่เก็บ คราวนี้เมื่อเก็บให้แล้วลูกหลานจะเห็นความสำคัญหรือไม่นี่สิคือสิ่งที่เราต้องตระหนักลูกหลานมันจะเอาด้วยหรือเปล่าลูกหลานสืบทอดหรือเปล่าแต่ครูก็มีคำพูดอยู่สองสามวลีไว้ให้ลูกหลานได้ตระหนักแต่มันจะตระหนักหรือไม่ก็ไม่รู้ มันผู้ใดก็ตามที่อับอายในวิถีชีวิตแก่โคตรเหง้าของตนเอง ด้วยอาการใดๆก็ตามมันผู้นั้นย่อมได้ชื่อว่าเป็นคนลืมกำพืด คนที่ลืมกำพืดย่อมได้รับการดูถูกหมิ่นหยามจากผู้มีตระกูลทั้งหลายว่าเป็นคนไม่มีหัวนอนปลายตีน นี่คือสิ่งที่ครูอยากจะให้ลูกหลานได้ตระหนักแต่ลูกหลานคนไหนไม่ตระหนักมันอยากจะให้คนอื่นเขาดูถูกก็ไม่ต้องศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับโคตรเหง้าของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องไปคิดถึงว่าพ่อกูชื่ออะไร แม่กูชื่ออะไร ปู่ชื่ออะไร ยายย่าชื่ออะไร ไม่ต้องไปคำนึงเกิดมาแล้วก็รอวันตายกินอิ่มรู้สึกสบายใจไปวันๆหนึ่งก็พอแล้ว ดินกลบหน้าเมื่อไหร่มันก็เลิกคิดแสดงว่าคนนั้นมันเกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่มันไม่มีโคตรไม่มีเหง้า เราต้องคำนึงถึงท่านบ้างถ้าไม่มีท่านก็ไม่มีเราจริงๆไม่มีเราจริงๆเราเนี่ยเป็นคนอายุยืนที่สุดสามารถสืบโคตรเหง้ามาได้ถึงตอนนี้โคตรเหง้าเราก็เก่าแก่ที่สุดโคตรเหง้าหนึ่ง 

 

คุณอยู่ที่: Home บุคคลสำคัญ ดร.อุดม สมพร